“แมว 1 ตัว กับการบริหารความเสี่ยง” – A CAT’s model

แมว 1 ตัว ภาษาอังกฤษเรียกว่า A Cat ค่ะ ซึ่งเป็นที่มาของการบริหารความเสียงหลาย ๆ อย่างในขั้นพื้นฐาน

A Cat ย่อมาจาก Accept – Control – Avoid – Transfer ซึ่งเกี่ยวข้องกับวิธีการรับมือความเสี่ยงในระดับต่าง ๆ ตามโอกาสที่จะเกิด และความเสียหาย

Q : ความเสี่ยง คืออะไร
A : โอกาสที่จะเกิดความผิดพลาด ความเสียหาย หรือเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ที่ไม่แน่นอน ซึ่งอาจเกิดขึ้นในอนาคตและมีผลกระทบ หรือทำให้การดำเนินงานไม่ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย

Q : A Cat Model ช่วยอะไรได้ ในแง่ของการวางแผนการเงิน
A : ช่วยให้แต่ละบุคคลเข้าใจความเสี่ยงเกี่ยวกับตัวเอง และให้โอกาสคิดว่า ควรจะจัดการกับความเสี่ยงนั้นอย่างไร

20915519_1814018765576208_8146946753305196259_n

Q : ขั้นตอนการทำ A Cat Model
A : เขียนเหตุการณ์เลวร้ายที่นึกออก โดยไม่จำเป็นว่าต้องเกิดขึ้นกับตัวเอง พร้อมทั้งโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยงนั้น และค่าของความเสียหาย หรือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จะทำให้กลับมาเหมือนเดิม ว่า น้อย หรือ มาก เพียงใด

20954108_1814018812242870_1500459689470898721_n

จริง ๆ แล้ว การบริหารความเสี่ยง ด้วยการโอนออกให้คนอื่นรับผิดชอบความเสียหายนั้น หรือ Transfer เป็นวิธีการที่เป็นที่นิยม เพราะรู้ค่าใช้จ่ายแน่นอน และกำหนดวงเงินคุ้มครองได้ตามที่ต้องการ เหมือนเราสามารถซื้อ spec ร่มได้ตามที่ต้องการ

20953440_1814020285576056_5830091103849923352_n

โดยเฉพาะถ้าเป็นในส่วนของชีวิต หรือสุขภาพนั้น หากยังสุขภาพแข็งแรงดี ก็คุ้มครองทั้งหมด แต่หากมีประวัติบ้างเล็กน้อย ก็อาจมีข้อยกเว้นบ้าง แต่ละเคส ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทฯ ที่รับประกันนั้น ๆ อีกที

ของบางอย่าง หาซื้อใหม่ได้

แต่ชีวิต และความสมบูรณ์ครบถ้วนของร่างกาย หากหายไป ไม่ใช่แค่เราที่เจ็บปวด …. แต่คนที่เรารัก เค้าก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน

หามาได้ ก็ต้องรักษาให้เป็นค่ะ

20992801_1814020305576054_633690209675861919_n

Cr. รูปและบทความจากองค์การพิพิทธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ และ A-Academy ค่ะ
– www.bit.ly/2w4UiVq
– https://www.youtube.com/watch?v=LNtLrrtZBKY

 

รักนะคะ…เลยอยากให้ฟิน
#FinworldByBamby
#FinancialPlannerByBamby

วางแผนการเงินคือเรื่องของใคร? แล้วทำไมต้องวางแผนการเงิน?

มีคนถามว่า ทำไมต้องวางแผนการเงินด้วย? ขอเหตุผลดี ๆ ที่ต้องวางแผนการเงินได้มั้ย?

จริง ๆ ถ้าค้นใน Google จะมีเป็นสิบ เป็น ร้อยแห่ง ที่บอกว่าทำไม

แต่ถ้าเป็น #FinworldByBamby #FinancialPlannerByBamby จะขอใช้แค่ 5 ข้อเท่านั้น ว่าทำไม คนทุกคน ต้องมีแผนการเงินเป็นของตัวเอง

1. เป็นหนทางที่ทำให้ผู้วางแผน และครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ทุกทรัพยากรที่ทำให้เราสามารถอยู่รอดปลอดภัย และมีความสุขได้ในโลกใบนี้ น้อยสิ่งมากที่ “ไม่ใช่เงิน”
ไม่ว่าจะปัจจัย 4 (ที่อยู่ / สวัสดิการสุขภาพ / เครื่องนุ่งห่ม / อาหาร), หรือคุณภาพปัจจัย 4 ที่ดีขึ้น (อยู่ในย่านที่เจริญ / ใกล้มือหมอที่ไว้ใจได้ / คุณภาพดี เพื่อยกระดับฐานะ / Organic) หรือแม้แต่การดูแลครอบครัวให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ก็มาจากเงินที่เราหาได้แทบทั้งนั้น แล้วคุณจะไม่วางแผนหรือคะ ว่าควรจะใช้ยังไง กับเรื่องไหน เท่าไหร่ดี

2. เป็นหนทางที่ทำให้เงินที่เราหาได้ ไปในทิศทางที่เราต้องการ
คนส่วนใหญ่ มักจะคิดออกได้อย่างง่ายดายว่า รายได้เข้า มีที่มาจากไหนบ้าง แต่พอเป็นรายจ่าย กลับรู้สีกเยอะไปหมด จดแล้วหลายที แล้วก็อีกหลายที ก็ล้มเลิกการจดไป ทำให้เราไม่รู้ว่า สุดท้ายแล้ว เงินเรามันไปไหนบ้าง ลอยไปในที่ ๆ มีประโยขน์จริง ๆ หรือเปล่า และถ้าเราเลือกทิศทางให้เงินไปในที่ ๆ มีประโยชน์ต่อเราสูงสุดได้ ทำไมจะไม่ให้เค้าไปหล่ะคะ

3. เป็นอีกปัจจัยนึงที่ทำให้ความฝัน ระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว มีโอกาสสำเร็จมากขึ้น
คนส่วนใหญ่ มักมีภาพการใช้ชีวิตที่เป็น เป็นคร่าว ๆ เช่น 60 เมื่อไหร่ จะนอนตีพุงใช้แต่เงินที่เก็บมา แต่ลืมไปว่า จริง ๆ ระหว่างทาง มันมีทั้งเป้าหมาย ระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว (เช่นซื้อบ้าน เรียนต่อ ส่งลูกเรียน มรดกให้ลูกหลาน ฯลฯ) คอยกำกับอยู่ และเมื่อถ้าเรามีเป้าหมายในชีวิตที่แน่นอน ชัดเจน และทราบถึงมูลค่าของมันแล้ว จะไม่ดีกว่าเหรอ ถ้าเราสามารถวางแผนการเงิน ควบคู่ไปกับวางแผนการใช้ชีวิต เพื่อเพิ่มโอกาสไปถึงเป้าหมายได้จริง ๆ

4. เป็นการแสดงความรับผิดชอบในทางเลือกของชีวิตตัวเอง
หลายครั้ง คนส่วนใหญ่ มี mindset ที่บอกว่า การวางแผนการเงิน คือการลงทุน คือการทำให้เงินงอกเงยให้ได้มากที่สุด บนข้อจำกัดที่มี แต่ความจริงคือ ชีวิตแต่ละคนมีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน และเป้าหมายในชีวิตที่ไม่เหมือนกัน จงอย่าไปเอาแผนการเงินของใครเค้า ที่คุณเห็นว่าวัยเดียวกัน เงินใกล้เคียง แล้วก็อปปี้แปะ …. แต่คุณลองเอามาปรับใช้ให้เป็นของตัวคุณเอง คุณจะมีกำลังใจในการทำตามมากกว่าค่ะ

5. เป็นการเพิ่มคุณค่าให้ชีวิต เมื่อได้ออกไปสร้างคุณค่าให้แก่สังคมได้อย่างเต็มที่
ผู้ประสบความสำเร็จในโลกนี้ส่วนใหญ่ จุดร่วมที่มักเจอคือ ถ้าเค้าไม่รวย ก็เป็นคนที่ไม่ต้องกังวลว่าหากเกิดเรื่องไม่คาดฝัน เค้าจะหาเงินจากที่ไหนมารองรับเรื่องเหล่านั้น เมื่อเค้าไม่ต้องกังวลแล้ว เค้าก็มีเวลาสำหรับการสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ หรือสิ่งที่มีคุณค่าให้แก่สังคม ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยี ด้านการศึกษา ด้านศาสนา ด้านวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ ด้านพัฒนาสังคม เราจะเห็นผู้ที่ หมดกังวล เรื่องเงิน อยู่เบื้องหลังความสำเร็จเหล่านั้น

ลองไปถามเกษตรกรที่เป็นอินทรีย์ 100% ที่เค้าไม่ต้องกู้หนี้ยืมสิน มีระบบการจัดการธุรกิจ มีระบบการเก็บเงินและบริหารเงินซิคะ พวกเค้ามีความสุขแค่ไหน

แต่ถ้าอยากได้แค่ ข้อเดียว ว่า ทำไมต้องวางแผนการเงิน

“Because the future is yours ถ้าไม่ออกแบบให้ชัดเจน และเหมาะสมกับตัวเรา แล้วเราจะใช้ชีวิตที่เหลือยังไง?”

My Service

ก่อนจากกันขออนุญาตฝากผลงานที่ได้ไปสัมภาษณ์ให้กับทาง #Brandsworld หน่อยนะคะ เป็นหนึ่งใน Project #สิ่งที่ชอบเป็นอาชีพที่ใช่ #FuelYourPassion ค่ะ

ต้องขอขอบคุณทาง Brandsworld มา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ ที่เห็นถึงความสำคัญของอาชีพนักวางแผนการเงินแบบองค์รวม ซึ่งเป็นอาชีพที่เกิดเพื่อเปลี่ยนแปลงโลกค่ะ

http://www.brandsworld.co.th/th/fuelyourpassion/money-and-investment/bam.html

รักนะ…เลยอยากให้ฟิน
#มาวางแผนการเงินกันเถอะ
#FinworldByBamby
#FinancialPlannerByBamby

 

เก็บตกจากแฟนมีทติ้งครั้งที่ 2 ของ “กองทุนไหนดี ? ฯลฯ”จาก aomMONEY ตอน RMF มันใช้ทำอย่างอื่นได้ นอกจากการเกษียณนะ…

สวัสดีคุณผู้อ่าน #FinworldByBamby ทุกท่านนะคะ

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Bamby ก็มีโอกาสได้ไปร่วมสนุกพบกับ พี่หมอนัท (คลีนิคกองทุน) พี่บักหนอม (taxBugnom) 2 กูรูชื่อดังจาก aomMONEY โดยทั้งสองท่าน มีรายการ “กองทุนไหนดี?” Live ทาง Facebook สุดทุกวันอังคาร เวลา 19.00 น.

และหลังจาก Live เสร็จวันนั้น พี่ ๆ ทั้ง 2 และทีมงาน aomMONEY ก็เปิดโอกาสให้ซักถามเกี่ยวกับการลงทุนในกองทุนรวมอย่างเปิดเผย

รวมไปถึงพี่หนอม ได้มาเล่าให้ฟังเรื่องการจัดพอร์ท RMF ด้วย

**Disclaimer**
– ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นต่อไปนี้ ไม่ได้เป็นตัวอย่างจริงที่พี่หนอมใช้นะคะ แต่ Bamby นำเอา Idea ของพี่หนอมมาวาดภาพให้ดูค่ะ
– ไม่ได้เป็นการชี้เป้ากองทุนรวม RMF ว่ากองไหนดีแต่อย่างใด

สมมติว่า คุณสมศักดิ์ อายุ 35 ปี ปัจจุบัน เป็นคุณพ่อของน้องภูมิ 4 เดือน โดยตั้งใจทำงานอีกราว 20 ปี และมีเป้าหมายในการเก็บเงินเพื่อ 2 เป้าหมายหลักคือ

– เงินก้อนใช้จ่ายอย่างเต็มที่ยามเกษียณ : โดยประวัติครอบครัวคุณสมศักดิ์ ญาติผู้ใหญ่ มีอายุเฉลี่ยที่ 85 ปี ปัจจุบันคุณสมศักดิ์มีค่าใช้จ่ายส่วนตัว และภรรยา รวมกัน ต่อเดือน 40,000 บาท
– เงินก้อนให้ลูก : โดยคุณสมศักดิ์ตั้งใจมอบเงินสดมูลค่า 1,000,000 บาท (มูลค่าวันนี้) เมื่อจบโครงการเกษียณ

โดยปัจจุบัน คุณสมศักดิ์ สามารถใช้ลดหย่อนสิทธิ RMF ได้สูงสุด 500,000 บาท โดยปัจจุบัน ยังไม่ได้ใช้สิทธิตัวนี้

ขั้นตอน
1. หามูลค่าของเป้าหมายทั้งสอง

– เป้าหมายเงินก้อนของคุณสมศักดิ์ ค่าใช้จ่ายเดือนละ 40,000 บาท หรือปีละ 480,000 บาท นั้น
หากคิดอัตราเงินเฟ้อ 3% จาก 480,000 บาท จะกลายเป็น 867,000 บาท
b01

ได้เลขในอนาคตที่ใช่ต่อปีมาแล้ว งั้นถ้าจะเอาก้อนนี้ไปลงทุนในสิ่งที่มีอัตราให้ผลตอบแทนเท่าเงินเฟ้อ
ต้องมีเงินก้อนเท่าไหร่ ถึงจะพอใช้ไป 30 ปี (85-55) คำตอบคือ ต้องใช้เงินราว 26,010,000 บาท

– เป้าหมายเงินก้อนให้ลูก 1,000,000 บาท ในอีก 20 ปี ข้างหน้า หากคิดเงินเฟ้อที่ 3% จะกลายเป็น ราว 1,806,111.23 บาท
b02.jpg

ทั้งสองเป้าหมายรวมกัน 28,000,000 บาท (ปัดเป็นตัวเลขกลม ๆ)

2. หาอัตราผลตอบแทนคาดหวัง
โดยกำหนดให้ลงทุนเป็นรายเดือน เดือนละ 40,000 บาท (รวมทั้งปี 480,000 บาท) ต้องมีอัตราผลตอบแทนคาดหวัง 0.776% ต่อเดือน หรือราว 9.312% ต่อปี

(อัตราที่เห็นในภาพ เป็นอัตราต่อเดือน ถ้าต้องการเป็นรายปี ให้ * 12 ค่ะ แบบบ้าน ๆ ก็พอใช้ได้)

b03

3. จัด Portfolio / Asset Allocation ให้สอดคล้อง

ที่นี้ ก็มาถึงการจัดหากองทุน RMF ผสมให้สอดคล้องกันค่ะ โดยจากการทำแบบประเมิน คุณสมศักดิ์ สามารถรับความเสี่ยงในการลงทุนหุ้นได้ 70%

คุณสมศักดิ์ ก็มาเปิดเว็บไซด์ของ morningstarthailand เพื่อตามหากองทุนที่มีผลตอบแทนที่ตรงกับที่ต้องการในระยะยาว

**ข้อมูล ณ วันที่ 23/06/2017**

b04

ถ้าให้วงกลมสีเขียวแทนลำดับ 1 สีน้ำเงินแทนลำดับ 2 สีส้ม แทนลำดับ 3 ในการจัดผลตอบแทนย้อนหลังในแต่ละช่วงปี จะพบว่า กองทุน PHATRA หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ นั้น สามารถทำผลงานได้ดีทั้งในระยะสั้น และระยะยาว คุณสมศักดิ์จึงเลือกกองทุนดังกล่าว สำหรับการลงทุนในหุ้น

และทำเช่นเดียวกันกับ ตราสารหนี้

b05

คนที่มาวินในรอบนี้ ก็คือ กองทุนเปิดธนชาตตราสารหนี้เพื่อการเลี้ยงชีพ

แล้วอัตราผลตอบแทนคาดหวังของ Port นี้เป็นไง

b06

แล้วเมื่อผ่านไป 10 ปีหล่ะ (อัตราดอกเบี้ย 9.40% ต่อปี คิดเป็นคร่าว ๆ ต่อเดือนที่ 0.78%)

b07

และที่เจ๋งคือ เมื่อผ่านไป 11 ปี เกือบ 12 ปี เป้าหมายเงินก้อนสำหรับลูก ได้ครบแล้ว
b08

ต่อจากนั้น เงินต่อเดือน 40,000 บาท ก็ลุยสำหรับเกษียณอย่างเดียว เหลืออีกราว 101 งวด จบโครงการ 240 งวด จะได้เงินประมาณ 25.98 ลบ. ซึ่งใกล้เคียงกับเป้าหมาย 26 ล้านบาทที่ตั้งเอาไว้

b09
ถามว่า ทำไมถึงหย่อนไปเล็กน้อยนั้น เพราะในส่วนของ 1.00 ลบ. ที่ครบสำหรับเงินก้อนของลูกนั้น ไม่ได้นำมาคำนวณต่อว่าได้ผลตอบแทนเพิ่มจากการลงทุนในกองทุน RMF ตราสารหนี้อีกเท่าไหร่ โดยเราถือว่า เมื่อเงินต้นครบ 1.00 ลบ. แล้ว ให้ฝากในตราสารหนี้ต่อไป เพื่อลดความเสี่ยงของเป้าหมายเงินก้อนของลูกค่ะ

ซึ่งคุณสมศักดิ์มีตัวช่วยเผื่อไว้อีกข้อคือ ทำงานต่ออีก 5 ปี เพื่อจะเกษียณจริงตอนอายุ 60 ได้ แต่ตอนนี้ เงินก้อนที่มี 25.98 ลบ. นั้น ก็ถือเป็นตัวช่วยที่อุ่นใจได้ระดับนึงแล้ว

สรุปทริกสำหรับการใช้ RMF แบบนี้คือ

1. ถ้าคุณมีเป้าหมายในชีวิตที่มีระยะเท่ากับการลงทุน RMF ของคุณ หรือนานกว่านั้น การใช้ RMF จะเป็นตัวช่วยให้ไปถึงได้ง่ายขึ้น เพราะวินัยในการลงทุนที่ห้ามขาด และกว่าจะได้คืนต้องอายุ 55 ขึ้นไป และถือมาไม่น้อยกว่า 5 ปี

2.  RMF มีนโยบายการลงทุนที่หลากหลายมากพอในการจัดส่วนผสมสินทรัพย์ได้เท่าที่คน ๆ นึง จะนึกออกได้ (เสี่ยงต่ำมาก -> เสี่ยงสูงมาก) และการสลับสับเปลี่ยนส่วนผสมระหว่างทาง ก็สามารถทำได้ง่าย ถ้าเปิดบช.ผ่านนายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุนเดียวกัน หรือถ้าไม่อยากให้เสียค่าธรรมเนียมสลับกันระหว่างบลจ. ก็สามารถเลือกทุกกอง RMF ในบลจ.เดียวกันให้หมด ซึ่งจะทำให้สับเปลี่ยนได้อย่างสะดวก

อนึ่ง การวางแผนเกษียณแบบนี้ ยังไม่พูดถึงการโอนย้ายความเสี่ยงต่าง ๆ โดยเฉพาะสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล ที่จะไม่มีหลังลาออกจากงานประจำ รวมไปถึง เงินที่ต้องเผื่อไว้เป็นภาษีสังคม หรือ ค่าซ่อมสินทรัพย์ต่าง ๆ เมื่อเสื่อมอายุ หรือแม้แต่การล้างหนี้สินระยะสั้น ระยะยาวทั้งหมดออกก่อนเกษียณ ซึ่งนักวางแผนการเงิน รวมถึงลูกค้า จะละเลยจุดนี้ไปไม่ได้

หวังว่าวันนี้อ่านมายาวขนาดนี้ คงได้ทริกอะไร กลับไปบ้างนะคะ

ท่านใด ใคร่อยากเข้าห้องแลกเปลี่ยนประสบการณ์นี้ สามารถเข้าไปได้ที่ : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

รักนะคะ…เลยอยากให้ฟิน
#FinworldByBamby
#FinancialPlannerByBamby

Self Study : มีเงินก้อนนึง ไม่อยากให้หาย อยู่ได้ไม่นานนัก จะฝาก สลากออมสิน หรือฝากประจำ?

มีเงินก้อนนึง ไม่อยากให้หาย อยู่ได้ไม่นานนัก จะฝาก สลากออมสิน หรือฝากประจำ?

ปัจจุบัน สลากออมสิน ถูกนำมาเป็นเครื่องมือทางการเงินตัวหนึ่ง สำหรับการเก็บรักษาเงินต้น จึงมีคำถามว่า ถ้ามีเงินก้อนนึง 500,000 บาท อยากรักษาเงินต้น ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ในเดือน – 3 ปี สั้น ๆ ฝากสลากออมสินดีมั้ย

 

ก่อนอื่น ต้องแจ้งก่อนว่า ปัจจุบัน สลากออมสินตอนนี้มี 2 ชุดคือ

 

  1. สลากออมสินพิเศษ 3 ปี

http://www.gsb.or.th/lotto/lottery/%E0%B8%AA%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9-3-%E0%B8%9B.aspx

 

  1. สลากออมสินดิจิทัล

http://www.gsb.or.th/lotto/lottery/DigitalSalakOnMyMo.aspx

สลากทั้ง 2 ตัว มีความแตกต่างหลัก ๆ เรื่องของ ลักษณะตราสาร (กระดาษ vs. ดิจิทัล) และดอกเบี้ยครบอายุ เมื่ออยู่ครบโครงการ (0.75 บาทvs. 1 บาท) ส่วนอื่น ๆ ก็เหมือนกัน

 

  สลากออมสินพิเศษ 3 ปี สลากออมสินดิจิทัล
ลักษณะสลาก เป็นกระดาษ ตรวจสอบได้จาก Application : mymo by GSB
ระยะเวลาฝาก 3 ปี 36 งวด
สลากหน่วยละ 50 บาท
ดอกเบี้ยครบอายุ
(บาท / หน่วย)
ระยะเวลา ดอกเบี้ย ถอนคืนได้รับ
ไม่ครบ 3 เดือน ค่าไถ่ถอน 1 บาท 49 บาท
3 เดือน แต่ไม่เกิน 1 ปี 50
1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี 0.25 50.25
2 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี 0.50 50.50
ครบ 3 ปี 0.75 50.75
ระยะเวลา ดอกเบี้ย ถอนคืนได้รับ
ไม่ครบ 3 เดือน ค่าไถ่ถอน 1 บาท 49 บาท
3 เดือน แต่ไม่เกิน 1 ปี 50
1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี 0.25 50.25
2 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี 0.50 50.50
ครบ 3 ปี 1.00 51.00
ออกรางวัล ทุกวันที่ 16 ของเดือน
ลักษณะรางวัล
รางวัล จำนวนครั้งที่ออก เงินรางวัลละ (บาท)
รางวัลที่ 1 3 10,000,000
รางวัลที่ 2 2 1,000,000
รางวัลที่ 3 2 20,000
รางวัลที่ 4 5 10,000
รางวัลที่ 5 10 5,000
รางวัลเลขสลากตรงกับรางวัลที่ 1 (ต่างงวดและหมวดอักษร) 1 10,000
รางวัลเลขท้าย 6 ตัว 2 400
รางวัลเลขท้าย 5 ตัว 2 300
รางวัลเลขท้าย 4 ตัว 2 150

จริงๆ แล้ว ถ้ามองดูดี ๆ เราจะเห็นว่า สลากออมสิน นั้น ถ้าเป็นระยะยาว เหมือนแทน ตราสารหนี้ หรือหุ้นกู้ ที่มีระยะเวลา 3 ปี ได้ (อยู่ทนจนจบโครงการ) หรืออย่างน้อยสั้นที่สุด เหมือนทำฝากประจำ 3 เดือน

แล้วอัตราเงินฝากประจำตอนนี้อยู่เท่าไหร่กัน โดยเว็บไซด์ธนาคารแห่งประเทศไทย มีข้อมูลดังนี้ว่า  เงินฝากประจำ 3 เดือน อัตราสูงสุดอยู่ที่ 1.55% ต่อปี (ก่อนภาษี) ส่วน 24 เดือน สูงสุดอยู่ที่ 1.80% ต่อปี (ก่อนภาษี) ส่วน 36 เดือน ไม่มีข้อมูลนะคะ
(Source : https://www.bot.or.th/thai/statistics/_layouts/application/interest_rate/in_rate.aspx)

ถ้าอย่างนี้ ลองเทียบกันว่า ระหว่างการฝาก 3 เดือน กับ 24 เดือนนั้น อันไหนจะให้ผลตอบแทนเยอะกว่า

สลากออมสิน ฝากประจำ
3 เดือน 24 เดือน 3 เดือน 24 เดือน
เงินต้น 500,000.00
ผลตอบแทนการันตี
– รางวัล / ดอกเบี้ย                900.00            7,200.00                    1,646.88                  15,300.00
– ครบกำหนด                         –            5,000.00                                 –                                 –
รวมผลตอบแทนการันตี                900.00          12,200.00                    1,646.88                  15,300.00

 

หมายเหตุ :

สลากออมสิน 500,000 บาท ได้ 10,000 หน่วย การันตีถูกรางวัลเลขท้าย 4 ตัว ทั้ง 2 รางวัล รวมงวดละ 300 บาท / เดือน
สลากออมสิน 500,000 บาท ได้ 10,000 หน่วย เมื่อฝากครบ 2 ปี จะรับคืนหน่วยละ 0.50 บาท เพราะฉะนั้น 10,000 หน่วย = 5,000 บาท ดอกเบี้ยฝากประจำ 3 เดือน และ 12 เดือนที่นำมาคำนวณ ใช้อัตราสูงสุดที่ปรากฏ และหักภาษี 15% แล้ว

ดู ๆ แล้ว สลากออมสินจะแพ้ในส่วนของประตูที่เรียกว่า ผลตอบแทนการันตี แต่สลากออมสิน มีเสน่ห์ของการลุ้นรางวัลซ่อนอยู่ หรือหมายถึง มีโอกาสฝันถึงความ “รวย” แบบกะทันหัน
งั้นก็ต้องถามตัวเองแล้วว่า “ในกรณีที่ชั้นจะฝากแค่ 3 เดือน ชั้นจะเลือกอะไร ระหว่าง”

1. ได้แน่ ๆ 1,646.88 บาท แล้วจบแค่นี้

2. หรือได้แน่ๆ 900 บาท แล้วลุ้นซัก 3 ครั้ง ว่าจะมีโอกาสได้ 10 ล้านมั้ย

อันนี้อยู่ที่เลือกค่ะ แต่ต้องไม่ลืมว่า ซื้อผลิตภัณฑ์การเงินอะไร ขอให้ตอบโจทย์ชีวิต และไม่ทำให้ Life style ปัจจุบันเสียไปด้วยนะคะ

ว่าแต่ ไม่ว่าจะฝากประจำ หรือซื้อสลากออมสิน ไม่ว่าจะทางเลือกไหน เลือกได้แล้ว ต้องทำทันทีนะ ไม่งั้นเดี๋ยวเงินหายไปอยู่กับอย่างอื่นจะยุ่งกว่าเดิม

รักนะคะ เลยอยากให้ฟิน
#FinworldByBamby
#FinancialPlannerByBamby

จะขอเดินตามรอยเท้าพ่อไป : ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และ ความจำเป็นในการวางแผนการเงิน ตามทัศนคติของข้าพเจ้า

Disclaimer : ข้าพระพุทธเจ้านางสาวปนัสยา จริยวิลาศกุล ในฐานะพสกนิกรชาวไทย ที่ได้เกิดใต้ร่มโพธิ์ร่มไทรของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ ๙) องค์สมเด็จกษัตริย์ผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย เมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙

ด้วยแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ฯ มีการพูดถึงอย่างกว้างขวางในปัจจุบันกาล ข้าพระพุทธเจ้าฯ จึงมีความประสงค์ นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ฯ รวมถึงสื่อต่าง ๆ ที่ได้เคยนำเสนอปรัชญาฯดังกล่าว นำมาสรุป, จับใจความ และเปรียบเทียบกับศาสตร์การวางแผนการเงินตามความรู้ที่ข้าพระพุทธเจ้าได้ศึกษา เพื่อให้ผู้อ่านทั่วไปนั้น ได้สามารถเข้าใจถึงความสำคัญและเพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ฯ

หากมีผู้ใดที่ได้มีชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งในแง่การใช้ชีวิต หรือเศรษฐกิจ ฯลฯ จากการอ่านบทความของข้าพระพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายความดีความชอบนั้น แก่องค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ ๙)

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อย่างหาที่สุดไม่ได้

==========================================================================

สวัสดีคุณผู้อ่าน FinworldbyBamby ทุกท่านนะคะ

ในช่วงเวลาแห่งความเศร้าโศก จากการเสด็จสู่สวรรณคาลัยฯ นั้น ทำให้เรา ผู้ซึ่งเป็นประชาชนชาวไทย ได้ใช้โอกาสนี้ ในการทบทวนหน้าที่ และความรับผิดชอบของตนเอง ทั้งหน้าที่ต่อตนเอง ต่อครอบครัว ต่อสังคม ต่อประเทศชาติ ตามแนวพระราชดำรัสของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๙

แนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ได้รับการหยิบยกพูดในวงกว้างขึ้น โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ซึ่งเป็นช่องทางการทำธุรกิจของหลาย ๆ องค์กร

แต่แนวปรัชญาฯดังกล่าวนั้น ยังไม่มีการนำมาเรียบเรียงในเรื่องของการวางแผนการเงินส่วนบุคคลที่ชัดเจนนัก

Bamby วันนี้จึงขออาสา นำแนวปรัชญาฯ ที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๙ ได้พระราชทานเมื่อราว ๒๐ ปีที่แล้ว นำเสนอในมุมมองที่ง่ายขึ้น

กรอบแนวคิด : 3 ห่วง 3 เงื่อนไข
(Reference : https://thailandinvestmentforum.com/2016/10/16/sufficientecon/)

screenshot-486

ก่อนอื่น ต้องเข้าใจกรอบ 3 ห่วงว่า พอประมาณ, มีเหตุผล, มีภูมิคุ้มกัน ถ้าเราเอาคำว่า “ใช้เงินอย่าง …” ใส่ไว้ข้างหน้า จะได้คำว่า

“ใช้เงินอย่างพอประมาณ“, “ใช้เงินอย่างมีเหตุผล” และ “ใช้เงินอย่างมีภูมิคุ้มกัน

หากท่านผู้อ่านลองย้อนกลับไปกับบล็อก คำถามคาใจ : คุณมีค่าตัวเท่าไหร่คะ? จะได้พบกับรูปสามเหลี่ยมทางการเงิน

หมายความว่า ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๙ พระองค์ท่านได้อธิบายฐานรากของสามเหลี่ยมทางการเงินที่ครบถ้วน ใช้ได้จริง ไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ มาแล้ว โดยใช้แค่ ๓ คำเท่านั้น

โดยคำว่า “พอประมาณ” และ “มีเหตุผล” นั้น ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๙ ได้พระราชทานคำอธิบาย ผ่านตัวอย่างการทำ บัญชีรายรับรายจ่าย หรือสมัยนี้ เรียกว่า งบกระแสเงินสดส่วนบุคคล

พอการใช้เงินที่หามาได้ พอประมาณ และมีเหตุผล ผู้นั้น จะสามารถเริ่มสร้างภูมิคุ้มกัน (มีเงินสดสำรองฉุกเฉิน) รวมไปถึงการเสริมภูมิคุ้มกันเงินเก็บ ด้วยหลักการของโอนย้ายความเสี่ยงได้ จึงช่วยให้เงินสำรองฉุกเฉิน เติบโตขึ้นมากพอที่จะวางแผนเป้าหมายทางการเงินในสามเหลี่ยมชั้นต่อไปได้

การใช้เงินอย่าง “พอประมาณ”, “มีเหตุผล”, “มีภูมิคุ้มกัน” ไปถึงเป้าหมายได้อย่างมั่นคง

pyramid-with-dad

พอขยับมาขั้นที่ 2 – 3  ของสามเหลี่ยมทางการเงิน หากยกตัวอย่างเป็นเป้าหมายการเกษียณ และการได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างที่เลือกได้นั้น ผู้ที่มีแผนการเงิน จะเริ่มกำหนด ระดับมาตรฐานชีวิตเป็นระดับขั้น ตามตัวอย่าง คือ ขั้นใช้ชีวิตได้ และขั้นเหลือเฟือ

และเมื่อเรามีเป้าหมายเกษียณที่มีภูมิคุ้มกันเป็นของตนเอง เราจะลดการพึ่งพาการช่วยเหลือจากภาคส่วนอื่น ๆ ทำให้เรามีชีวิตที่ ปลอดภัย มั่นคง สมดุล และเดินทางต่อไปได้อย่างสบายใจ พร้อมกับมีมรดก เก็ยไว้ให้ลูกหลานยามจากไป

โดยสรุป
A. สามเหลี่ยมการเงินขั้นรากฐาน

– หาก “ใช้เงินอย่างพอประมาณ“, “ใช้เงินอย่างมีเหตุผล” และ “ใช้เงินอย่างมีภูมิคุ้มกัน” ทุกคนจะมีเงินเหลือสำหรับกรณีที่ไม่คาดฝันแน่นอน
– หากมีเงินฉุกเฉินมากพอ สามารถ “เสริมภูมิคุ้มกัน”โดยประเมินเรื่องความเสี่ยง และวิธีการรับความเสี่ยงที่เหมาะสม เป็นการปกป้องเงินฉุกเฉิน

B. สามเหลี่ยมการเงินขั้น 2-3
– เมื่อมีเงินเหลือ ให้วางแผนเป้าหมายชีวิตที่จำเป็น เพื่อให้ชีวิตสมดุล และลดการพึ่งพาจากภาคส่วนอื่น ๆ
– หากเป็นเป้าหมายเกษียณ ให้กำหนดเป้าหมายที่มีรายได้ต่อเดือนที่จะสามารถ “ใช้เงินอย่างพอประมาณ“, “ใช้เงินอย่างมีเหตุผล” และ “ใช้เงินอย่างมีภูมิคุ้มกัน” ตามระดับมาตรฐานการใช้ชีวิต
– ทำตามแผนนั้น ๆ โดยใช้ความอดทน (ความมีวินัย) และความรู้ (การลงทุน, การใช้ชีวิต) กำกับ
ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๙ เรายกท่านไว้ดั่ง “พ่อของแผ่นดิน”

“พ่อของแผ่นดิน” ท่านได้สร้างทางเดินไว้ให้เราแล้ว ท่านได้บอกแล้ว ว่าจะทำได้อย่างไร ทำแล้วได้อะไร

เราจะมีเหตุผลอะไร ที่ไม่เดินตามรอยเท้าพ่อไป

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น อย่างหาที่สุดมิได้

เพราะรัก…จึงอยากให้ฟิน

#FinworldbyBamby
#FinancialPlannerByBamby

ลดหย่อนภาษีด้วยประกันชีวิตแบบบำนาญ (Annuity) : คนดีที่มักน่าเบื่อ เลยไม่มีใครเอา ?!?

สวัสดีค่ะคุณผู้อ่าน Finworldbybamby ทุกท่านนะคะ

2 ตอนที่แล้ว เราก็ได้ทำความรู้จักกับ ผลิตภัณฑ์ทางการเงินสำหรับลดหย่อนภาษีอย่าง LTF และ RMF ไปแล้วนะคะ
ลดหย่อนภาษีกับ LTF : มันคืออะไร และใช้ดีมั้ย?
ลดหย่อนภาษีกับ RMF : เกษียณแบบเกษม ต้องมี RMF ไว้ข้างกาย

ตอนนี้คิดว่าหลาย ๆ ท่าน คงกำลังมองหาตัวช่วยลดหย่อนภาษีตัวถัดไป ที่เพดานในการซื้อนั้น ไม่ได้อิงกับรายได้ นั้นก็คือ ประกันชีวิต ค่ะ

ประกันชีวิตในส่วนที่สามารถลดหย่อนภาษีได้นั้น จะมีสองแบบค่ะ
(Source : Aommoney.com // 7 ความจริงที่คุณควรรู้ ก่อนลดหย่อนภาษีด้วยประกันชีวิต (ภาคต้น))
annuity-1

เมื่อรู้อย่างนี้ ถ้าได้ลองอ่านแล้ว ก็จะรู้สึกว่า ประกันบำนาญ ก็มีความดีความชอบไม่น้อยเช่นกัน ทั้งลดหย่อนภาษีได้มากกว่า มีการจ่ายเงินรายงวดสม่ำเสมอ ตั้งแต่อายุ 55 / 60 ไปจนถึง 85 / 90 ด้วยซ้ำ แล้วทำไมถึงขั้นหัวเรื่องว่า “เป็นคนดีที่มักน่าเบื่อ” ?

สาเหตุก็คงจะเป็นคล้าย ๆ กับ RMF เนี่ยแหล่ะค่ะ หลัก ๆ คือ “จ่ายเบี้ยระยะยาว” (ยาวจนเกือบถึงเกษียณ) “กว่าจะได้เงินคืนก็แก่แล้ว” (มันถึงเรียกว่าบำนาญ)

แต่วันนี้อยากชวนให้คิดดูว่า ทำไมประกันบำนาญ หรือขุนพลกองหลังผู้แสนดีคนนี้ จึงไม่ควรถูกมองข้าม แม้จะเป็นการนำมาใช้เพียงเพื่อลดหย่อนภาษีก็ตาม

1. อัตราเบี้ยประกันชีวิตแบบำนาญ คงที่ตลอดอายุสัญญา แต่ถ้่าทำตอนอายุน้อย จะถูกกว่าตอนอายุมาก เพราะฉะนั้น ยิ่งทำเร็ว ยิ่งได้เปรียบ
สาเหตุนี้สามารถอธิบายได้ง่าย ๆ ค่ะว่า ประกันบำนาญ เปรียบเสมือนสัญญาที่บริษัทฯ ประกัน ต้องจ่ายเงินรายงวดที่สม่ำเสมอเท่ากันคืนทุกปี จนอายุ 85 / 90 (แล้วแต่แบบ) เพราะฉะนั้น หากมีเวลาที่จ่ายเบี้ยก่อนเกษียณน้อย (เช่น จ่ายจนถึงอายุ 59) ค่าเบี้ยประกันภัยต่องวด ของคนที่อายุ 30 จะต้องน้อยกว่า คนอายุ 45 ค่ะ

ขอหยิบตัวอย่างจากแบบประกันบำนาญ AIA Annuity 60/85 มาดังนี้ค่ะ

annuity-2

เริ่มที่ทุนประกัน 1,000,000 บาท เท่ากัน (รับเงินคืน 100,000 บาท / ปี)

annuity-3
2. ถือเป็นการล็อกผลตอบแทนระยะยาว
ข้อสังเกตุดังกล่าว สามารถพิสูจน์ได้จากการคำนวณเบี้ยประกันดังกล่าว งานนี้เริ่มก่อน ได้เปรียบกว่าอีกยก

3. จะมีใครสัญญาว่าจะจ่ายตังค์คืนให้ ในวันที่เราเกษียณ โดยที่เรารู้แน่นอนว่าจะจ่ายวันไหน และเราก็คำนวณได้ด้วยว่าเราเตรียมกองสินทรัพย์นี้เท่าไหร่

แน่นอนว่า มีการลงทุนอีกมากมายหลากหลายที่สามารถให้เงินคืนเป็นงวด ๆ ได้คล้ายคลึงกับประกันชีวิตแบบบำนาญ แต่ขอให้ลองพิจารณาดี ๆ นะคะว่า ประกันบำนาญ มีค่าใช้จ่ายพวกนี้ตามมาหรือไม่
– ห้องเช่า / บ้านเช่า : ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง, ค่าภาษีโรงเรือน, ค่าความเสี่ยงที่จะไม่สามารถหาผู้เช่าได้เต็มตลอดปี, ค่าซ่อมบำรุง
– ธุรกิจเครือข่าย : ค่าเลี้ยงดูเครือข่าย, ค่าสัมนา, ค่ารักษาสายงานต่าง ๆ
– Franchise : หากเป็นเจ้าของ Franchise โดยเฉพาะธุรกิจที่อิงกับกระแส (เช่นขนม กาแฟ) จำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการรักษาคุณภาพ ค่าทดลองตลาดสินค้าใหม่ ค่าการทำโปรโมชั่นต่าง ๆ

Bamby ไม่เถียงค่ะว่า ธุรกิจย่อมสามารถคาดหวังผลตอบแทนคาดการณ์ได้ดีกว่า แต่เราไม่สามารถ Point out ได้อย่างแน่นอน ว่า ตอนไหน จะถอนเงินได้

4. อันนี้ฝากชวนคิด : หากเลือกได้เพียงอย่างเดียวว่า แค่ช่วงเวลาเดียวในช่วงชีวิต ว่าอยากให้มีเงินคืนเข้ากระเป๋าแบบอัตโนมัติ ในตอนที่ยังทำงานไหวได้เงินเดือนอยู่ กับ ตอนที่เกษียณแล้วไม่ได้ออกไปทำงาน คุณจะเลือกตอนไหนคะ

หวังว่า 4 ข้อดังกล่าว คงจะพอให้หันมาพิจารณา ประกันชีวิตแบบบำนาญ เข้ามาเป็นขุนพลกองหลัง ที่ช่วยให้วัยเกษียณ มีเงินคืนเข้ากระเป๋าแบบ Automatic แน่นอน ด้วยนะคะ

เกษียณอุ่นใจ มีประกันชีวิตแบบบำนาญไว้คู่ตัวนะคะ

รักนะคะ…เลยอยากให้ฟิน
#Finworldbybamby
#FinancialplannerbyBamby

 

 

ลดหย่อนภาษีกับ RMF : เกษียณแบบเกษม ต้องมี RMF ไว้ข้างกาย

สวัสดีคุณผู้อ่าน FinworldbyBamby ทุกท่านนะคะ

ตอนที่แล้ว ได้แนะนำ LTF อย่างคร่าว ๆ (จริง ๆ ก็ยาวอยู่นะ) ว่าใช้ทำอะไรได้บ้างนะคะ และเลือกให้ถูกใจยังไงไม่ใช่แค่เอาไว้ลดหย่อนภาษี

ถ้าเปรียบ LTF เป็นขุนพลชนิดม้าเร็ว รบเร็ว เคลมเร็ว ชนะไว

คราวนี้ Bamby จะขอแนะนำ ขุนพลอีกคนที่ทำหน้าที่กองกลาง คอย Support ช่วงชีวิตยามเราใกล้จะแซยิดบ้างนะคะ ขุนพลคนนี้ชื่อว่า RMF ค่ะ

RMF คืออะไร
RMF ย่อมาจาก Retirement Mutual Fund (ชื่อไทย “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ”) โดยมีจุดประสงค์เพื่อ ส่งเสริม ให้เกิดการ  “ออมเงินระยะยาวไว้สำหรับใช้จ่ายยามเกษียณอายุ” โดยจะขายคืนหน่วยลงทุนได้ เมื่อมีการลงทุนมาไม่น้อยกว่า 5 ปี (นับเฉพาะปีที่ลงทุน / นับแบบวันเช่นวัน)

สิทธิประโยชน์ทางภาษี
– ลงทุนอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่าปีละ 1 ครั้ง
– ระงับการซื้อหน่วยลงทุนได้ไม่เกิน 1 ปี ติดต่อกัน (ยกเว้นปีที่ไม่มีรายได้)88
– นำค่าซื้อหน่วยลงทุน โดยลงทุนขั้นต่ำ 3% ของเงินได้ในแต่ละปี หรือ 5,000 บาท (แล้วแต่จำนวนใดจะต่ำกว่า) หรือ จำนวนสูงสุดเมื่อรวมกับเงินจ่ายเพื่อกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ / กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และ แบบประกันชีวิตบำนาญที่ผู้ลงทุนมีอยู่ จะต้องไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมินในปีนั้น ๆ หรือ ไม่เกิน 500,000 บาท

ข้อดีของ RMF
– ผู้เสียภาษีได้มีโอกาสลงทุนเพิ่มเติมจาก กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่มีอยู่ หรือสามารถใช้แทนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้ หากนายจ้างไม่ได้จัดให้มีไว้
– เหมือนได้ส่วนลดตามฐานภาษีนั้น ๆ
– มีนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย ทั้งเสี่ยงน้อย (ตราสารเงิน) ไปจนถึงการลงทุนทางเลือก (ทอง, น้ำมัน, รวมหุ้นเฉพาะอุตสาหกรรม, อสังหาริมทรัพย์) และสามารถจัดส่วนผสมสินทรัพย์ (Asset Allocation) ได้ตามชอบ
– สร้างวินัยการลงทุนระยะยาวเพื่อการเกษียณอย่างแท้จริง (ขายคืนได้เมื่อลงทุนไม่น้อยกว่า 5 ปี และอายุไม่น้อยกว่า 55)

ข้อเสียของ RMF
– ไม่จ่ายปันผล

แต่เนื่องจาก RMF เป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อการเกษียณ หลาย ๆ คนอาจจะมองว่า ตอนนี้ยังอายุไม่เท่าไหร่ จะให้คิดเรื่องเกษียณแล้วเหรอ

Bamby ก็เลยอยากชวนให้ดูความจริงข้อนึงที่ปวดใจ นั้นก็คือ “พลังเงินเฟ้อ”

โดยพลังเงินเฟ้อ มีสูตรง่าย ๆ ค่ะ คือ

เงินในอนาคต = เงินในปัจจุบัน x (1 + อัตราดอกเบี้ยเงินเฟ้อ)^(จำนวนปีที่คำนวณ)

ตั้งต้นที่ Mr. ABC อายุ 35 ปี มีเงินเดือน 30,000 บาท เค้ามีความเชื่อมั่นว่า ถ้าเกษียณก็คงอยู่บ้านเป็นหลัก ใช้เงินเดือนละประมาณ 25,000 บาท

time-value-of-money

**จาก 25,000 บาท / เดือน ในวันนี้ อีก 20 ปี กลายเป็น 45518.87 บาท … เกือบ 2 เท่า จากแค่เงินเฟ้อ 3 %*


time-value-of-money_graph

**พอยิ่งช่วงอายุ 60 เป็นต้นไป กราฟจะพุ่งชันอย่างรวดเร็ว **

จึงเป็นเหตุผลที่มาว่า ทำไมเราต้องมีขุนพลที่ชื่อว่า RMF จัดเข้ารวมในส่วนของการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีด้วย

เพราะมันเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผู้ลงทุน / ผู้เสียภาษี มีโอกาสที่จะมีเงินลงทุนที่มีแนวโน้มจะชนะเงินเฟ้อได้ ซึ่งจะทำให้คุณภาพชีวิตในวัยหลังเกษียณนั้น สามารถพึ่งพาตนเองได้

วิธีการเลือกลงทุนใน RMF ตามสไตล์ของ Bamby

Disclaimer : การให้คำแนะนำดังกล่าว เป็นการให้คำแนะนำโดยใช้ความเห็นส่วนตัวเท่านั้น ซึ่งอาจไม่ตรงกับความต้องการเฉพาะบุคคล ประกอบกับการลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

นอกจากที่จะใช้หลักการของวิธีการเลือก LTF จากตอนที่แล้ว ลดหย่อนภาษีกับ LTF : มันคืออะไร และใช้ดีมั้ย?

มาช่วยในการคัดเลือกองทุนแล้ว สิ่งที่ให้พิจารณาเพิ่มเติมคือ

1. ความเสี่ยงของแต่ละกองทุน หรือเมื่อรวมกันทั้งหมดแล้ว อยู่ในระดับที่รับได้

ความหมายคือ ในแต่ละช่วงอายุนั้น ผู้ลงทุน / ผู้เสียภาษี จะมีระดับความเสี่ยงที่รับได้ไม่เท่ากัน เช่น คนอายุน้อย มีเวลามากกว่า จะสามารถรับความเสี่ยงได้มากกว่า ผู้ที่ใกล้เกษียณ เพราะฉะนั้น ควรจะ Review สัดส่วนของสินทรัพย์ที่ลงทุนใน RMF ด้วยว่า ยังคงเป็นสัดส่วนตามความเสี่ยงที่รับได้

วิธีการประเมินความเสี่ยงที่ได้ผลคือ การตอบแบบสอบถามประเมินความเสี่ยงที่ทุก ๆ บลจ. มีให้ตอบตอนเปิดบัญชีอยู่แล้วค่ะ แต่ถ้าจะใช้แบบง่าย ๆ ก็คือ = 100 – อายุปัจจุบันตัวเอง = สัดส่วนที่ควรลงทุนในหุ้น

ตาม Mr.ABC อายุ 35 ปี เพราะฉะนั้น สัดส่วนของการลงทุน RMF ที่มีนโยบายการลงทุนในหุ้น ควรจะอยู่ที่ราว ๆ 65% หรือหมายความว่า มีเงิน 10,000 บาท ควรนำไปซื้อหุ้น 6,500 บาท และส่วนที่เหลือ ให้นำไปซื้อกองทุน RMF ที่มีระดับความเสี่ยงต่ำกว่า 6,500 บาทนั้น เช่น ตราสารหนี้ระยะยาว เป็นต้น

2. ไส้ในของแต่ละกองทุน ให้ถือเป็นสินทรัพย์ของเรา

ความหมายคือ แต่ละกองทุน RMF นั้น แม้จะมีนโยบายอย่างเดียวกัน แต่ไส้ในของกองทุนนั้น ก็ไม่เหมือนกัน เช่น กองทุน RMF ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้น 100% กองของบริษัท A อาจเลือกลงทุนเฉพาะ SET 50 ในขณะนี้ของบริษัท B สามารถเลือกได้ทั้งหมด 500 ตัวที่จดทะเบียนใน SET จึงต้องพิจารณาถึงไส้ในด้วยว่า เป็นสิ่งที่เราต้องการจะซื้อหรือไม่

3. ทริคง่าย ๆ : จับ RMF เป็นก้อน อยู่บ้านเดียวกัน ดูง่ายกว่า

RMF เอง เนื่องด้วยมีระยะเวลาลงทุนที่ยาวนาน (จนถึงอายุ 55 ปี หรือไม่น้อยกว่า 5 ปี) จึง อาจมีบางช่วงเวลาที่ผู้ลงทุน / ผู้เสียภาษี ต้องการปรับสัดส่วนของสินทรัพย์ ซึ่งคำสั่ง “สับเปลี่ยน” กองทุน สามารถช่วยได้ โดยถ้าไม่ได้สลับข้ามบริษัทฯ กัน จะไม่ได้มีการคิดค่าธรรมเนียม (อันนี้ต้องตรวจสอบอีกทีนะคะ) หรือถ้าอยากจะสลับข้ามบริษัทฯ กัน ถึงแม้ว่าจะมี Application ของ Broker ในการช่วยให้ส่งคำสั่งง่ายขึ้น แต่เรามีหน้าที่จดบันทึกเองว่า ในกองที่ได้ทำการสับเปลี่ยนนั้น ได้ลงทุนตั้งแต่ปีใด เพื่อเวลาขายคืน จะไม่ผิดกฏที่สรรพากรบอกไว้

แถมท้าย…คำแนะนำจาก Philip ค่ะ

rmf_5-9-59

ขอบอกว่า ยิ่งอายุน้อยยิ่งได้เปรียบ เพราะคุณมีเวลามากกว่าคนอื่นในการจัดเตรียมเกษียณอย่างสบาย ๆ มากกว่าคนอายุมาก

ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณอยากมีเงิน 10 ล้านบาท โดยตั้งใจว่าจะเริ่มลงทุนสิ้นปี (คิดว่าใช้อีก 20 ปี ตกมีให้ใช้เดือนละ 41,666.67 บาท) ในวันที่คุณอายุ 60

ถ้านับว่าจัดสัดส่วนสินทรัพย์ โดยใช้คาดการณ์ผลตอบแทนความเสี่ยงสูง 7% ถ้าเริ่มอายุ 25 ใช้ปีละ 72,339.60 บาท (ตกเดือนละ 6,028 บาท) ในขณะที่ มาเริ่มต้นอายุ 55 จะใช้ปีละ 1,738,906.94 (ตกเดือนละ 144,908.91 บาท) ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่างกันค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้น จึงเป็ยข้อยืนยันว่า ทำไมเริ่มก่อนถึงได้เปรียบ

10mb

เกษียณอย่างเกษม อย่าลืมนำ RMF มาจัดทัพนะคะ

รักนะคะ…เลยอยากให้ฟิน
#FinworldbyBamby
#FinancialPlannerbyBamby


ลดหย่อนภาษีกับ LTF : มันคืออะไร และใช้ดีมั้ย?

สวัสดีคุณผู้อ่าน FinWorldByBamby ที่รักทุกท่านค่ะ
ในขณะที่เขียนบทความดังกล่าวนี้ ปี 2559 ได้ล่วงเลยมาแล้ว 8 เดือน กับอีก 11 วันค่ะ นั่นเหลือเวลาอีก 110 วัน กับการวางแผนในการใช้ผลิคภัณฑ์ทางการเงินต่าง ๆ เพื่อลดหย่อนภาษี

ที่แบ๋มไม่นับเป็น 111 วัน เพราะต้องไม่ลืมว่า วันที่ 31 ธันวาคม เป็นวันสิ้นปี ไม่มีสถาบันการเงินไหนเปิดให้บริการ หรือถึงมี ก็ซื้อผลิตภัณฑ์ ที่แบ๋มจั่วหัวมาไม่ได้นะคะ

วันนี้เรามารู้จักผลิตภัณฑ์การเงินชิ้นแรก ที่กรมสรรพากรใจดี อนุญาตให้ใช้เพื่อลดหย่อนภาษีก่อนนะคะ นั้นคือ LTF นั่นเอง

LTF คืออะไร จัดตั้งขึ้นมาเพื่ออะไร
LTF ปรากฏครั้งแรก ใน กฏกระทรวง กระทรวงการคลัง ฉบับที่ 246 (ปี พ.ศ. 2547) และประกาศ อธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 133) ซึ่งได้ให้หลักเกณฑ์ในการนำซื้อหน่วยลงทุนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และหลักเกณฑ์ในการถือครอง เพื่อนำมาลดหย่อนภาษี

LTF  นับเป็นกองทุนรวมตราสารทุน ได้จัดตั้งขึ้นมาเพื่อ “ส่งเสริมการลงทุนในตลาดหุ้นระยะยาว” (อีกนัยหนึ่ง “รักษาเสถียรภาพของ SET Index”) และผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี

สิทธิประโยชน์ทางภาษี
นำค่าเข้าซื้อหน่วยลงทุน ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องนำมาคำนวณภาษี และเข้าซื้อสูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมินในปีภาษีนั้น ๆ (รายได้ทุกชนิดที่ได้เปิดเผยต่อสรรพากร, เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 31 ธ.ค. ในปีนั้นๆ) หรือสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท

ข้อดีของ LTF
1. ผู้เสียภาษี ได้มีโอกาสในการเข้าถึงตลาดทุน โดยผ่านการบริหารจากบริษัทจัดการกองทุนรวมต่าง ๆ ซึ่งมีนโยบายการลงทุนที่ได้กำหนดเป็นกรอบมาแล้ว (ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ หรือ NAV)
2. ผู้เสียภาษี ได้รับประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีจากการลงทุนในรูปแบบอื่น ๆ ที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น (เดิมที่นับเพียง ประกันชีวิต / กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้เป็นหลัก)
3. ผู้เสียภาษี เหมือนได้รับ “ส่วนลด Cash Back” จากการซื้อ LTF ในปีนั้น ๆ ตามฐานภาษีเงินได้ของตนเอง สูงสุดไม่เกิน 35%
4. ระยะเวลาไม่ได้สั้น หรือยาวจนเกินไปนัก โดยกำหนดให้ถือครองหน่วยลงทุน 7 ปี ปฏิทิน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่มีการวิจัยมาจาก Back Test ว่า โอกาสขาดทุน น้อยลงกว่า 5 ปี

เวลาเลือกกองทุน
ก่อนที่จะตอบคำถามได้ว่า แล้วปีนี้ จะซื้อ LTF ตัวไหนดีนั้น แบ๋มเลยมี Chart ง่าย ๆ เพื่อเป็นแนวทางค่ะ ซึ่งแนวทางนี้ ไม่ได้เป็นแนวทางเฉพาะเจาะจงสำหรับใครนะคะ เป็นแนวทางกลาง ๆ ค่ะ

mindmap_ltf

1. ผลประกอบการย้อนหลัง
เนื่องจากกองทุน LTF นั้น เป็นกองทุนที่ผู้ลงทุน จะไม่สามารถขายคืนได้ ก่อน 7 ปี ปฏิทิน ทางที่ดีที่สุดที่จะเลือกว่ากองไหนที่จะได้ผลตอบแทนสูงอย่างแน่นอน คือการดูถึงผลประกอบการย้อนหลัง เพื่อให้พอเป็นแนวทางได้ว่า ในอดีตระยะยาว กองนี้สามารถทำผลตอบแทนได้อย่างสม่ำเสมอได้หรือไม่

ltf_5-9-59

**ที่เคยซื้อมาเมื่อปีที่แล้ว ยังเป็นกองพวกนี้มั้ยคะ**

2. อยากให้มีการจ่ายปันผลระหว่างทางหรือไม่ 
ซึ่งที่ต้องถาม เพราะหลาย ๆ คนรู้สึกว่า ถ้าลงทุนไป แล้วมีเงินคืนระหว่างทางบ้าง ก็น่าจะดี แต่ต้องไม่ลืมว่า เงินที่ได้รับคึนมา ถ้าไม่เอาไปลงทุนต่อ เราก็เสียโอกาสที่จะได้ผลตอบแทน แทนที่จะปล่อยให้เงินได้ทำงานเพิ่มมูลค่าต่อไปได้ เช่น กองทุน LTF นี้ ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย / ปี ย้อนหลัง 5 ปี ราว 8% แต่เมื่อจ่ายปันผลออกมาแล้ว ผู้ลงทุนหากเอาเงินไปฝากออมทรัพย์ 0.50% ก็เท่ากับมีส่วนต่าง 7.50% และยิ่งยาวนานปีเข้า ค่าของเงินก็จะยิ่งต่างกันออกไปอีก

fv

**ยิ่งผ่านไปนาน ค่าของเงินจะต่างกันมากขึ้นเรื่อย ๆ**

3. นโยบายการคัดเลือกหุ้น
แต่ละกองทุน ก็จะมีนโยบายในการคัดเลือกหุ้นต่าง ๆ กันไป ไม่ว่าจะเป็นตามขนาด, ตามกลุ่มอุตสาหกรรม, จำนวนหลักทรัพย์ที่จะเข้าซื้อ, หรือแม้แต่เป็น cycle ของกิจการก็ตาม ซึ่งแต่ละข้อคัดกรองนั้น ก็ส่งผลถึงผลประกอบการในระยะยาว รวมไปถึง ความสบายใจของผู้ถือหน่วยลงทุนด้วยว่า ได้ซื้อในสิ่งที่ตนเข้าใจ และมีความเชื่อไปในทางเดียวกับทีมจัดการกองทุนรวม

4. ค่าสัดส่วนต่าง ๆ
สืบเนื่องจากนโยบายในการคัดเลือกหุ้นที่ไม่เหมือนกัน จึงทำให้อัตราส่วนต่าง ๆ ไม่ได้มีมูลค่าเท่ากันด้วย

risk-factor

Source : Morning Star – Thailand

จากตามตัวอย่าง จะเห็นได้ว่า Sharpe Ratio ยิ่งสูง = สามารถทำผลตอบแทนได้ดี ในหน่วยความเสี่ยง 1 หน่วย เพราะฉะนั้น ยิ่งสูง ยิ่งดี และ Beta ที่หมายถึงความผันผวน และทิศทางที่ไปตาม SET Index (ซึ่งเป็นตัวเปรียบเทียบผลตอบแทน) หากมีค่าใกล้เคียง +1 หมายถึง ไปในทิศทางเดียวกับ SET แต่ไปได้สั้นกว่า (ขึ้นน้อยกว่า / ลงน้อยกว่า) เป็นต้น กองทุน B-LTF ก็ยังคงเป็นกองทุนที่บริหารจัดการ Sharpe Ratio และ Beta ได้น่าสนใจกว่าเพื่อนร่วมก๊วน LTF ด้วยกัน

5. ค่าใช้จ่าย

ในเมื่อเรายังต้องการของถูกและดี เวลาไปซื้อของต่าง ๆ งานนี้ ก็ต้องดูด้วยเหมือนกันว่า ค่าใช้จ่ายของแต่ละคนนั้น เค้าคิดเท่าไหร่กัน ซึ่งจากตารางค่าใช้จ่ายนั้น ก็จะพอพิจารณาได้ว่า ผลตอบแทนที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน (ตามตัวอย่าง) เค้าคิดค่าตัวทีมบริหาร / ค่าใช้จ่าย เท่าไหร่กัน

operation

**บางกองมีค่าแรกเข้า, บางกองซื้อครั้งแรกก็แพง, บางกองคิดค่าตัวแพงกว่าคนอื่นๆ**

6. ช่องทาง / ความสะดวกในการส่งคำสั่งซื้อขาย
หลาย ๆ คน อาจจะนึกไปว่า การซื้อ LTF นั้นต้องซื้อตามแบงก์ / บลจ. นั้น ๆ อย่างเดียวหรือเปล่า ความจริงคือ สมัยนี้ มีนายหน้า / Broker ที่เป็นนายหน้าสนับสนุนซื้อขายหน่วยลงทุน หลาย ๆ บลจ. พร้อม ๆ กันอยู่หลายที่ แต่ที่เด่น ๆ ที่อยากแนะนำคือ “Phillip Fund Supermart” ที่มี Application กลางของ บล. Phillip เอง ที่สามารถส่งคำสั่งผ่านได้ทั้ง Smartphone / Computer / Tablet ได้ตลอดเวลา โดย บล. Phillip เป็นนายหน้าแทบทุก บริษัทจัดการกองทุนรวม ในประเทศไทย ยกเว้น บลจ. บัวหลวง (ข้อมูล ณ 11 ก.ย. 59) ซึ่ง ข้อดีอีกอย่างคือ ผู้ลงทุนไม่ต้องวิ่งไปหลาย ๆ ที่เพื่อซื้อกองทุน LTF หลาย ๆ  บลจ.  และสามารถใช้บัญชีธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้ว เพื่อสมัคร ตัดผ่านบัญชีอัตโนมัติได้ทันที

fund-supermart

**Phillip Fund Supermart, Screenshot, iPhone version**

นอกจากจะซื้อได้หลาย ๆ บลจ. ผ่านนายหน้าเดียวแล้ว ข้อดีคือ นายหน้าจะช่วยรวม Report การซื้อขาย / มูลค่าคงเหลือ ณ สิ้นงวด ไว้ในที่เดียว ทำให้ประหยัดเวลาในการติดตาม หรือ Monitor ภาพรวม และผลตอบแทนรวมทั้ง Port ด้วย

Bamby’s Pick
Disclaimer : การคัดเลือกกองทุนดังกล่าว เป็นการคัดเลือกโดยใช้ความเห็นส่วนตัวเท่านั้น ซึ่งอาจไม่ตรงกับความต้องการเฉพาะบุคคล ประกอบกับการลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

ถ้าให้เลือก ก็ขอเลือก Phatra LTF  กับ B-LTF ชนะกองอื่น ๆ ไปด้วยน้ำหนักในส่วนของ ผลประกอบการที่โดดเด่น ทั้งในรอบระยะสั้น และระยะยาว, ค่า Sharpe Ratio ที่สูงกว่าคนอื่น ๆ, ค่า Beta ที่ต่ำกว่าคนอื่น ๆ (แบ๋มไม่ค่อยชอบให้ผันผวนเท่า SET มากนัก) และค่าใช้จ่ายการบริหารที่ไม่แพง, ไม่เก็บค่าแรกเข้าด้วยค่ะ

อย่างไรก็ตาม หากสนใจ B-LTF จาก บลจ. บัวหลวง แต่ไม่อยากเปิดบัญชีออมทรัพย์ใหม่ แนะนำให้ติดต่อตัวแทนประกันชีวิตของบริษัท กรุงเทพประกันชีวิต หรือ Marketing จากบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน

แต่ถ้าในส่วนของ Phatra LTF หรือกองทุนจากบลจ.อื่น ๆ และอยากใช้บริการ Phillip Fund Supermart สามารถติดต่อแบ๋ม ซึ่งเป็นตัวแทนที่ได้รับการอนุญาตจาก บล.ฟิลลิปเป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่ ส.ค. 59 ที่ผ่านมาค่ะ

เลือกกองดี ที่ถูกใจ วางแผนก่อน ได้เปรียบกว่า

รักนะคะ…เลยอยากให้ฟิน
#FinworldbyBamby
#FinancialPlannerByBamby

เพราะชีวิต ไม่ได้มีเป้าหมายเดียว : Unit Linked อาจตอบโจทย์ได้

สวัสดีคุณผู้อ่าน FinworldbyBamby ที่รักทุกท่านค่ะ

จากตอนที่แล้ว ที่พูดถึงว่า เวลาซื้อผลิตภัณฑ์การเงินให้เหมือนซื้อมีด ที่ต้องรู้ก่อนว่าจะหั่นอะไร จะได้ซื้อมีดได้ถูกชนิด

แต่ความเป็นจริงนั้น บนเส้นช่วงเวลาแห่งชีวิตนั้น เราไม่ได้มีเป้าหมายเพียงอย่างเดียว

เป้าหมายอาจเปลี่ยนไปตามช่วงเวลา เปลี่ยนไปตามสภาวะแวดล้อมต่าง ๆ หรือแม้แต่เปลี่ยนไปเพราะคนเราเปลี่ยนทัศนคติก็ยังมี

timeline life

**แล้วจะทำยังไงถ้าอายุ 35 เรายังไม่มีลูกหล่ะ?? แผนจะเปลี่ยนไปอีกมั้ย**

คำถามคือ แล้วมันจะมีหรือเปล่า ที่เรามีของหลาย ๆ อย่าง มีเป้าหมายหลาย ๆ ชนิด แล้วจะมีมีด หรือผลิตภัณฑ์การเงินอะไรที่ตอบโจทย์ได้

ก่อนจะเสนอ เรามาลองจินตนาการถึงการทำกับข้าวซักอย่างนึง สมมติว่าเป็นแกงจืดเต้าหู้ผักกาดขาวหมูสับ

ถ้าไม่นับหม้อ ทัพพี น้ำเปล่า (และก้อนคนอร์ ^_^ ที่ไว้ปรุงรสแกงจืด) ก็ต้องเตรียม ผักกาดขาว เต้าหู้ และหมูสับ

ผักกาดขาว ถ้ามาเป็นหัวใหญ่ ๆ ก็ต้องใช้มีดที่ใหญ่หน่อย หั่นให้เป็นชิ้นพอดีคำ
แต่พอเป็นเต้าหู้ ใช้มีดเล่มเดิมที่ใหญ่โตมาหั่น ก็เริ่มจะไม่สะดวก ก็ต้องใช้มีดเล็กลงมาอีกขนาด

แค่กับข้าวง่าย ๆ ยังต้องมีมีดมากกว่า 1 เล่ม

ถ้างั้น เราซื้อเป็นชุดมีดเลยดีมั้ย??

Knife set

**ซื้อเป็นชุดก็ดี แต่จะเอากี่เล่ม เอาขนาดไหน ทำจากวัสดุอะไร แล้วงบประมาณล่ะ**

แล้ววันนี้ ถ้ามันมีผลิตภัณฑ์การเงิน ที่เหมือนเอามีดหลายเล่ม มาจัดชุดให้ หรือ สามารถจัดชุดมีดเองได้ โดยไม่ต้องเสียเวลาหาซื้อจากหลาย ๆ ที่ เสริฟถึงหน้าจอคุณผู้อ่าน คุณผู้อ่านว่าดีมั้ยคะ?

ซึ่งวันนี้ เลยจะมาเล่าเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เรียนกว่า “ประกันชีวิตควบการลงทุน” หรือว่า “Unit Linked” ให้ฟังคร่าว ๆ ค่ะ

ความเป็นมาของ “Unit Linked”

“ประกันชีวิตควบการลงทุน” หรือ “Unit Linked” นั้น มีประวัติเริ่มต้นมาจากอินเดียเมื่อปี 2001 ค่ะ (มีมามากกว่า 10 ปี แล้ว) โดย Unit Linked กรมธรรม์แรกในโลกนั้น ออกโดยส่วนงานประกันภัยของรัฐบาลอินเดีย โดยเริ่มให้เฉพาะนักลงทุนต่างชาติก่อน และเริ่มเป็นที่รู้จักให้ผู้เอาประกันทั่วไปได้ในปี 2005

สามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/Unit-linked_insurance_plan

สำหรับประเทศไทย เจ้าแรกที่นำเสนอ Unit Linked ให้เป็นที่รู้จักคือ AIA ค่ะ โดยผ่านแบบประกันที่ชื่อว่า AIA Universal Life

ของใหม่ แปลว่า ต่างจากของเดิม ??

การซื้อประกันชีวิตแบบเดิม ๆ กับประกันชีวิตควบการลงทุน ถ้าในมุมที่แค่เอาเงินออกจากกระเป๋า จะพบว่าไม่ต่างกัน (เพราะ Unit Linked สามารถออกแบบให้จ่ายเท่ากับแบบประกันชีวิตดั้งเดิมได้) แต่ส่วนต่างคือ ก้อนเงินหลังจากหักค่าใช้จ่ายการประกันและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว ผู้เอาประกัน สามารถเลือกได้ว่าจะนำเงินส่วนนั้น ไปลงทุนใน “กองทุนรวม” อะไร (ซึ่งปัจจุบัน AIA มีให้เลือก 10 กองทุน ทั้งตราสารหนี้ไทย / ตราสารหนี้ต่างประเทศ / หุ้นไทย / หุ้นต่างประเทศ และจะเพิ่มขึ้นได้ในอนาคตหากกองทุนนั้น มีผลการดำเนินงาน และความเสี่ยงที่สอดคล้องตามนโยบายการลงทุน)

Unitlinked

แล้วด้วยความที่ประกันชีวิตควบการลงทุนนั้น เอาความเป็นประกันชีวิต และการลงทุนในกองทุนรวม มารวมไว้ด้วยกัน บางท่านจึงมองว่า เหมือนเป็นการลงทุนที่หากเกิดเรื่องไม่คาดฝัน คนข้างหลัง จะได้กองเงินขั้นต่ำ (ทุนประกัน) กลับไป

unitlinked 2

Unit linked ด้วยความที่เป็น 2-in-1 แบบนี้ เวลาจะคอย Follow Up กับ Monitor ก็ไม่ได้ยุ่งยากมากนัก ไม่ต้องคอยดูที่โน่น ที่นี้ ที่นั้น (เผื่อใครซื้อกองทุนหลายที่ ประกันหลายเจ้า) แล้วมารวมรายงานกัน

นอกจากนั้น Unit linked เอง ด้วยความที่มีลักษณะหลักคือประกันชีวิต จึงสามารถแนบสัญญาเพิ่มเติมต่าง ๆ ได้ ตามที่บริษัทฯกำหนด ซึ่งแทบไม่ต่างจากประกันชีวิตแบบเดิม ๆ ทั่วไป แต่ Unit linked สามารถ “ปรับเปลี่ยน” ทุนประกัน ตามช่วงเวลา หรือช่วงชีวิตได้

เช่น ในวัยที่สร้างครอบครัว (ช่วงกลาง ๆ ชีวิต) ที่เรายังมีทั้งลูกเล็ก และดูแลพ่อแม่ ก็สามารถเพิ่มทุนประกันได้ แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไป เข้าสู่วัยเกษียณ ที่ต้องการทุนประกันลดลงแล้ว เพราะลูกเล็ก ก็เติบโตจนทำงานหาเลี้ยงชีพได้ ก็สามารถทำได้เช่นกัน

Life Issara pg 6

**ตัวอย่างจาก AIA Life Issara แผนสำหรับปกป้องผู้นำครอบครัว หน้า 6-7**

ในส่วนสีเทาซึ่งเป็นความคุ้มครองชีวิตขั้นต่ำนั้น ในช่วงที่ลูกเล็ก คุณพ่อคุณแม่ สามารถขยับให้สูงได้ เพื่อให้มั่นใจว่า หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน บุตรทุกท่าน จะได้รับเงินทุนเพื่อใช้ในการใช้ชีวิต และทำตามความฝันที่ควรจะเป็น จนบุตรจบปริญญาตรี แต่เมื่อเวลาผ่านไป คุณพ่อคุณแม่ได้อยู่กับลูก ได้เฝ้ามองการเติบโตของลูกจนเรียนจบ และทำงานได้แล้ว คุณพ่อคุณแม่ ก็สามารถปรับทุนประกันให้ลดลงได้ โดยสังเกตได้ว่า หากระยะเวลาการลงทุน เพื่อให้เงินส่วนที่เหลือจากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับประกันต่าง ๆ นั้น ได้ทำงานมากพอ และนานพอ ส่วนของสีแดงในช่วงอายุ 55 นั้น จะค่อนข้างใหญ่ โดยถึงตอนนั้น คุณพ่อคุณแม่ สามารถเลือกได้ค่ะ ว่าจะปิดกรมธรรม์ เพื่อขายคืนมูลค่าหน่วยลงทุนมาใช้ หรือจะยังคงกรมธรรม์เล่มนี้ไว้ต่อไป เพื่อเป็นทุนประกันชีวิต (ส่วนสีเทาเล็ก ๆ ) และปล่อยให้เงินได้ทำงานต่อไป

พูดมาแต่ข้อดี ไม่มีข้อจำกัดเลยเหรอ?

Unit linked ยังมีข้อจำกัดในการใช้อยู่พอสมควรค่ะ เท่าที่แบ๋มอยากจะเสนอเพื่อให้เป็นข้อเตือนใจนะคะ

  1. ผลตอบแทนนั้น ไมได้การันตี ซึ่งไม่เหมือนกับ ประกันชีวิตแบบดั้งเดิมประเภทสะสมทรัพย์ (ที่เสนอตามธนาคาร ประเภท จ่าย 5 ปี คุ้มครอง 10 ปี เป็นต้น) ที่มีเงินคืนอย่างแน่นอนตามสัญญา และแน่นอนว่า การลงทุน มีความเสี่ยง (วันนี้ 5-Sep-16 / SET ติดลบ 28.96 จุด หรือ 1.90% เหลือ 1,492.52 จุด ) หากคุณเป็นคนที่ต้องการกระแสเงินสดอย่างแน่นอนและเป๊ะ ๆ นั้น การใช้ Unit linked เพียงอย่างเดียว ในการวางแผนการเงินเพื่อเป้าหมายนั้น ๆ คุณอาจจะร้อน ๆ หนาว ๆ เป็นกังวลมากกว่าเดิม
  2. ค่าใช้จ่ายชัดเจน แต่ยุบยับ และเยอะแยะ ซึ่งไม่เหมือนกับประกันชีวิตแบบดั้งเดิมประเภทต่าง ๆ ที่ไม่ได้บอกอะไรคุณเลย บางที ละเอียดไป ก็ไม่รู้เรื่อง และไม่ชอบ ก็เป็นไปได้นิ
  3. ม่ได้ลดหย่อนภาษีได้เท่าที่จ่ายไป  ประกันชีวิตแบบเดิม ที่สามารถลดหย่อน 100,000 บาทแรกนั้น ถ้าเป็นแบบปกติทั่วไป เราจ่าย 50,000 ก็ลดหย่อนได้ 50,000 แต่ถ้าเป็น Unit linked จ่ายในจำนวนเท่ากัน เราต้องรอหนังสือยืนยันว่าลดหย่อนได้เท่าไหร่ เพราะลดหย่อนได้เฉพาะแค่ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการประกันเท่านั้น ซึ่งแต่ละปี ไม่เท่ากัน
  4. ถ้าไม่มีกองทุนรวมให้เลือกที่ถูกใจ ถ้าเช่นนั้น คุณสามารถจัดสินทรัพย์สำหรับการลงทุนได้ด้วยตนเอง ด้วยการนำ ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ (เช่น จ่าย 20 ปี คุ้มครองถึงอายุ 99 ปี) ตามทุนประกันที่ต้องการ ผสมกับ กองทุนรวม ซึ่งคุณอาจจะรวมทุกอย่าง จดบันทึกในที่เดียว เพื่อสามารถ Monitor ได้โดยง่าย

ฉะนั้นแล้ว Unit linked ถือเป็น ผลิตภัณฑ์การเงินไม่ได้ใหม่มากนักในบ้านเรา แต่เริ่มที่จะมาแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มองว่า เป้าหมายของฉันมีหลากหลาย อยากซื้อมีดเป็นเซ็ท และมีความรู้พอที่จะจัดเองได้ และของที่มีให้จัดนั้น ก็ตรงตามความต้องการ และตอบโจทย์เป้าหมายของฉัน

จะซื้ออะไร ยังไงก็ต้องตอบโจทย์นะคะ

ต่อให้ซื้อเป็นมีดเซ็ท แต่ก็ต้องให้ชัวร์นะคะ ว่าครบถ้วน และตอบเป้าหมายชีวิตได้มากพอ

รักนะคะ …. เลยอยากให้ฟิน
#FinworldbyBamby
#FinancialPlannerbyBamby

 

 

ซื้อ Product การเงิน ให้เหมือนซื้อมีด : รู้หรือยังว่าจะหั่นอะไร

สวัสดีคุณผู้อ่าน FinWorldbyBamby ทุกท่านนะคะ

เนื่องจากวันนี้ได้ประสบพบเจอ

https://www.facebook.com/easyfinplanning/posts/889766837790579 ของคุณ Insuranger ค่ะ

ซึ่งเป็นอธิบายถึงบทขายบทหนึ่ง เพื่อใช้ในการเสนอขาย ประกันชีวิต แผนหนึ่ง ที่อาจไม่พูดถึงข้อจำกัด หรือข้อควรระวังบางอย่างสำหรับแผนนั้น ๆ

จริง ๆ แล้ว บทขายสำหรับแบ๋ม ก็สำคัญนะ เพราะในหน้าที่การงาน (เขียน Blog เนี่ยแหล่ะ / และพบลูกค้าในชีวิตจริง) นอกจากแบ๋มจะร่วมหาเป้าหมายชีวิต / ความต้องการ /  ความจำเป็น ของแต่ละท่านให้เจอแล้ว แบ๋มเองก็ต้องมีคลังไอเดียมากพอ เพื่อที่จะใช้ในการตอบโจทย์ต่าง ๆ ให้ได้อย่างเหมาะสมที่สุด

หลาย ๆ คน รู้จักประกันชีวิต / กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ / LTF / RMF เป็นอย่างดี แต่บางครั้ง เราเอา Product การเงิน ไปใช้โดยไม่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตัวเรา

เช่น

– การซื้อประกันออมทรัพย์ โดยเน้นการจ่ายเบี้ยให้หนัก / จ่ายสั้น และมีผลตอบแทน หรือเงินคืนที่ดึงดูดใจ โดยลืมไปว่า ในช่วงที่เรายังทำงานไหว เราไม่ได้ต้องการเงินคืนมากนัก เราต้องการกระแสเงินสดเข้าจากกิจการอื่น ๆ ในวันที่เราทำงานไม่ได้ หรือเกษียณต่างหาก

– กรณีซื้อประกันออมทรัพย์เช่นกัน ในกรณีที่เรายัง Support ใครก็ตามอยู่ เราเองก็ต้องมีค่าตัว เพราะฉะนั้น เราเองก็ต้องมี Protection ที่เพียงพอให้คนที่เราเป็นห่วง ใช้ชีวิตต่อได้ หากเราเดินทางไปอีกภพ แต่คนส่วนใหญ่ มักซื้อประกันออมทรัพย์ ให้เบี้ยครบ 1 แสนบาท โดยรวมกัน อาจมีค่าตัวแค่ 4-5 แสน คนที่เงินเดือนมาก ๆ เดือน ๆ นึง หาได้เป็นหลายแสน แต่ถ้าจากไป ได้แค่ 4-5 แสนเองเหรอ อันนี้ก็แอบน่าคิด

– การเลือกแผนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่ไม่เหมาะกับความเสี่ยงตัวเองที่รับได้  เช่น อายุ 22 แต่เลือกตราสารหนี้ 100% หากอยู่บริษัทนั้นไปนาน ๆ แทนที่จะขยายขนาดกองทุนไว้ได้บ้าง แต่ก็ไปไม่ได้ไกลเท่าที่ควร ในขณะที่วัยใกล้เกษียณ ที่จำเป็นต้องรักษาเงินต้นไว้แล้วนั้น กลับเลือกที่จะลงทุนในตราสารทุนเป็นสัดส่วนที่สูงซึ่งระยะเวลาที่เหลือน้อยนั้น หากเงินต้นหายไป จะไม่มีทางกลับมาแก้ตัวได้

– หรือ การหักในส่วนเงินเดือนของเราน้อยเกินไป ทั้ง ๆ ที่ เราไม่ได้มีภาระอะไรมากนักก็ทำให้เงินต้นน้อย กองทุนก็โตได้ยากเช่นกัน

– การซื้อ LTF แล้วขายออกเมื่อครบกำหนด โดยลืมไปว่า ถ้าเราทิ้งมันไว้ต่อไปเรื่อย ๆ และเราเลือกกองทุนที่ดีพอแล้ว เราจะสามารถสร้างกองสินทรัพย์ทวีคูณขึ้นไปได้เรื่อย ๆ

– การซื้อ RMF เฉพาะตราสารหนี้ โดยมองว่า เพราะเราซื้อ LTF เป็นหุ้นแล้ว ก็เลยอยากมีตราสารหนี้ระยะยาวไว้เฉลี่ยความเสี่ยงบ้าง โดยลืมไปว่า ถ้าอายุยังไม่มาก เรายังรับความเสี่ยงจากการลงทุนทางเลือก หรือตราสารทุนได้ ซึ่งน่าจะเลือกติดไว้บ้าง มากกว่าที่จะมีแค่ตราสารหนี้ หรือตราสารทุนอย่างเดียว

ถ้า Product ทางการเงินทุกตัว เปรียบเป็นมีดชนิดต่าง ๆ

มีดทุกชนิด ดีหมด ไม่ว่าจะเล็ก / ใหญ่ หรือทำจะวัสดุอะไร

แต่ประเด็นคือ คุณจะซื้อมีดมาหั่นอะไรคะ?

คุณจะซื้อมีดอีโต้มาหั่นเนยมั้ยคะ
คุณจะซื้อมีดปอกผลไม้มาหั่นแตงกวามั้ยคะ
คุณจะซื้อมีดเสต็กมาผ่าหัวผักกาดมั้ยคะ

3 ข้อข้างบน เป็นไปได้ทุกข้อค่ะ แต่มันลำบากเกินไปหรือเปล่าคะ

มีดอีโต้ มันจะเก่งที่สุด ถ้ามันได้หั่นเนื้อสัตว์ที่หนาและใหญ่
มีดปอกผลไม้ มันจะเก่งที่สุด ถ้ามันได้หั่นผลไม้ หรือทำแกะสลัก
มีดเสต็ก มันจะเก่งที่สุด ถ้ามันได้หั่นเสต็ก

แล้วผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่คุณมีอยู่ละคะ ตอบโจทย์ชีวิตคุณหรือยังคะ

รักนะคะ … เลยอยากให้ฟิน
#FinworldbyBamby
#FinancialPlannerbyBamby
#วางแผนการเงินตามเป้าหมายชีวิต